ไม่รู้ ไม่ได้แล้ว

โดย น้องแจ๋น

สวัสดีค่ะ ชาว OKUS ที่น่ารักทุกคน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกนะคะที่น้องแจ๋นได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ ประเภท “ไม่รู้ ไม่ได้แล้ว” โดยจะคัดเลือกเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง

อย่างในครั้งนี้ น้องแจ๋นฟังพี่สรยุทธพูดถึงข่าวนี้ เลยเข้าเน็ตเอามาฝากกันค่ะ จริงๆ น้องแจ๋นน่ะโสดอยู่ แต่ห่วงพี่ๆที่มีเด็กๆที่บ้าน เลยต้องคาบข่าวมาบอก ลูกๆ หลานเราทั้งนั้น น้องแจ๋นห่วงใยในสวัสดิภาพค่ะ


' ประถม ' ขี้เหงา หาแฟนในเน็ต แชท 3 วันนัดพบ ตร.หวั่นถูกลวง

เด็กประถมขี้เหงา นัดคู่แชทแปลกหน้าเจอกันที่ศูนย์การค้า พบเด็กหญิงวัย 12 ปีคุยผ่านเน็ตแค่ 3 วัน ขอเป็นแฟน อ้างเหงา ตะลึงผลวิจัยระบุเด็กเล็กร้อยละ 24 เคยนัดพบคนไม่รู้จักผ่านทางเน็ต ตำรวจเตือนนัดเจอวันแรกพาเข้าม่านรูด

ปัจจุบันภัยจากอินเทอร์เน็ตมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ล่าสุดพบเด็กประถมนิยมหาคู่ทางโปรแกรมพูดคุยหรือเวบไซต์ต่างๆ พร้อมนัดพบเพื่อนแปลกหน้าตามศูนย์การค้า ผลวิจัยภัยออนไลน์ระบุ เด็กเล็กอายุ 7-11 ขวบ ร้อยละ 24 เคยนัดพบคนแปลกหน้าที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันโปรแกรมการพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ เอ็มเอสเอ็น เมสเซนเจอร์ ( MSN Messenger) กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในหมู่วัยรุ่นและคนทั่วไป ขณะเดียวกันทีมข่าว "คม ชัด ลึก" พบว่ามีเด็กประถมกลุ่มหนึ่ง ได้เข้าไปในเวบไซต์หาคู่เพื่อประกาศหาเพื่อนรู้ใจ หลังจากได้อีเมลของผู้ที่ตนสนใจแล้ว ก็จะใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็นพูดคุยกับคนแปลกหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการแลกเปลี่ยนรูปภาพ และนัดพบกันตามศูนย์การค้า โดยเด็กส่วนใหญ่จะพูดคุยก่อนนัดเจอครั้งแรกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบในเวบไซต์หาคู่ชื่อดังที่มีอยู่ 5 แห่ง พบว่ามีทั้งเด็กชายและเด็กหญิงที่อายุไม่เกิน 14 ปีจำนวนหนึ่ง เข้ามาประกาศหาเพื่อนรู้ใจ พร้อมทั้งบอกชื่อ นามสกุล อายุ เบอร์โทรศัพท์มือถือ และเบอร์อีเมล ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ทดลองติดต่อพูดคุยกับ "น้องแอน" (นามสมมติ) เด็กหญิงวัย 12 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหญิงล้วนชื่อดังแห่งหนึ่ง เมื่อคุยผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นได้เพียง 1 วัน " น้องแอน" ก็ได้ส่งรูปที่อยู่ในชุดนักเรียนมาให้ดู

ทั้งนี้ ก่อนนัดเจอกัน "น้องแอน" ได้ใช้โปรแกรมเอ็มเอสเอ็น เพื่อพูดคุยกับผู้สื่อข่าวที่อ้างว่าเป็นเด็กชายวัย 14 ปี ตั้งแต่เวลา 11.00-18.00 น. ตลอด 3 วัน โดยน้องแอนเล่าว่าใช้อินเทอร์เน็ตในที่ทำงานแม่และที่บ้าน เพื่อพูดคุยกับเพื่อนออนไลน์จากเวบไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะช่วงปิดเทอม "น้องแอน" จะมีเวลาว่างมาก พร้อมทั้งยอมรับว่ารู้สึกเหงามาก เพราะพ่ออยู่ต่างจังหวัด ที่บ้านไม่มีใครอยู่ด้วยเลย ทุกคนทำงานหมด มีเพียงตนนั่งเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่คนเดียว

หลังจากผ่านไปได้เพียง 3 วัน ก็มีการนัดหมายเพื่อมาเจอกันที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง โดยน้องแอนได้เดินทางมาตามนัดหมาย โดยมีสาววัยรุ่นอายุประมาณ 18 ปี มาส่งที่จุดนัดพบ ผู้สื่อข่าวพบว่า "น้องแอน" เป็นเด็กผู้หญิง ผมสั้นรูปร่างท้วม ใส่แว่นตา อายุประมาณ 12 ปี และเป็นคนเดียวกับในรูปที่ส่งมาให้ดูทางอินเทอร์เน็ต เมื่อยืนรอได้ประมาณ 1 ชั่วโมง น้องแอนก็เดินออกจากศูนย์การค้าไป

นอกจากกรณีของน้องแอนแล้ว ผู้สื่อข่าวได้ทดลองใช้เอ็มเอสเอ็นสนทนากับเด็กนักเรียนหญิงอีกหลายคน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 12-14 ปี ปรากฏว่าส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมคล้ายกันคือ พูดคุยกันประมาณ 3 -4 วัน จากนั้นก็แลกเปลี่ยนรูปภาพ และนัดเจอโดยไม่รู้สึกหวาดกลัวว่าผู้ที่ตนนัดเจอนั้นเป็นผู้ชายแปลกหน้า

ทั้งนี้ องค์กรนานาชาติเอคแพท ( ECPAT INTERNATIONAL) ได้จัดทำผลสำรวจหัวข้อ " เด็กไทยกับภัยออนไลน์ กรณีศึกษาประเทศไทย" จำนวน 557 ชุด โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทราบว่า ขณะนี้อินเทอร์เน็ตเป็นภัยต่อเด็กและเยาวชนอย่างใดบ้าง โดยแบ่งเด็กและเยาวชนออกเป็น 2 กลุ่มคือ เด็กเล็กอายุตั้งแต่ 7-11 ปี และวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี โดยเด็กเล็กร้อยละ 40 และวัยรุ่นร้อยละ 74 เล่นอินเทอร์เน็ตตามลำพัง

ผลสำรวจระบุถึงอันตรายจากนักล่อลวงออนไลน์ว่า เด็กเล็กร้อยละ 24 เคยไปพบหน้ากับคนที่รู้จักครั้งแรกทางอินเทอร์เน็ต ส่วนร้อยละ 42 แม้ไม่เคยไปพบหน้าแต่ก็อยากมีประสบการณ์ ทั้งนี้เด็กเล็กส่วนใหญ่จะมีเพื่อนไปด้วย แต่ร้อยละ 25 ไปพบคนแปลกหน้าตามลำพัง ส่วนวัยรุ่นร้อยละ 29 เคยไปพบคนรู้จักจากเน็ต โดยร้อยละ 38 ไปตามลำพัง และร้อยละ 16 แม้ไม่เคยไปแต่ก็อยากมีประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นหลังเด็กและวัยรุ่นออกไปพบคนแปลกหน้าจากเน็ต ปรากฏว่า เด็กเล็กร้อยละ 83 รู้สึกประหลาดใจและตกใจที่บุคคลนั้นไม่ได้เป็นแบบที่ตนคาดหมาย เช่นเดียวกับวัยรุ่นร้อยละ 76 รู้สึกประหลาดใจและตกใจ โดยร้อยละ 58 ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจที่คนรู้จักทางเน็ตโกหกเกี่ยวกับตัวเอง ขณะที่พ่อแม่เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ที่รู้ว่าลูกของตนเคยไปพบกับคนแปลกหน้าที่รู้จักผ่านเน็ต

งานวิจัยข้างต้นยังกล่าวถึงนักล่อลวงเด็ก ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการล่อละเมิดเด็กด้วยวิธีการต่างๆ กัน เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกับเด็กได้ง่าย และโอกาสที่จะถูกจับมีน้อย โดยเฉพาะนักล่อลวงที่มักปลอมตัวเป็นเด็กด้วยกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจจากเด็กจริงๆ รวมถึงผู้ผลิตสื่อลามกเด็ก มักจะเป็นคนกลุ่มเดียวกับผู้ที่ชอบละเมิดทางเพศกลุ่มเด็กเล็ก

สำหรับภัยหลักทางอินเทอร์เน็ตของเด็กนั้น งานวิจัยระบุว่าเป็นภัยทาง "แชทรูม" ( ห้องสนทนา) โดยกลุ่มคนวิปริตที่ชอบมีสัมพันธ์ทางเพศกับเด็ก จะปลอมตัวเป็นเด็ก แล้วหลอกลวงเพื่อพูดคุยกับเด็กจริงๆ พร้อมกับโน้มน้าวให้เด็กออกไปพูดคุยกันในห้องแชทส่วนตัว จนกระทั่งเด็กเกิดความไว้วางใจ และหลอกถามข้อมูลส่วนตัวต่างๆ เช่น อยู่โรงเรียนอะไร บ้านอยู่ที่ไหน เพื่อเป็นข้อมูลในการลักพาตัวเด็ก

ด้าน พ.ต.อ.สุรัศมิ์ อุดมรัตน์ ผกก.กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน (กก.สด.) กล่าวถึงปัญหาเด็กถูกล่อลวงทางอินเทอร์เน็ตโดยวิธีการสนทนาออนไลน์ว่า ขณะนี้ กก.สด.ได้รับแจ้งความจากผู้ปกครองว่า มีเด็กหายออกจากบ้านประมาณ 70 ราย ส่วนที่ได้หลักฐานว่าเกิดจากการล่อลวงทางอินเทอร์เน็ตขณะนี้มี 2-3 รายแล้ว

ทั้งนี้ กก.สด.กำลังติดตามเด็กหญิงอายุ 15 ปี ที่ถูกล่อลวงจากการพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนบทลงโทษผู้ล่อลวงเด็กผ่านอินเทอร์เน็ตยังไม่มี มีเพียงกฎหมายทำอนาจารเด็ก ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีโทษสูงสุดติดคุกตลอดชีวิต แต่ถ้าเป็นเด็กอายุ 15-18 ปี มีโทษจำคุก 2-10 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท

" เด็กที่ชอบแชทมักขาดที่พึ่ง พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่มีที่ระบายความรู้สึก ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะถูกชักจูงได้ง่าย ถ้านัดชวนกินข้าวก็ไป แต่ไม่รู้เลยว่าผู้ชายจะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง บางรายนัดเจอกันวันแรกก็ถูกพาเข้าโรงแรมม่านรูดเลย แต่ถ้าเราจะควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต ก็ควบคุมยาก ตราบใดที่ยังสนใจแต่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว คนในสังคมใช้เงินเลี้ยงลูก ไม่มีการพัฒนาจริยธรรม คุณธรรมควบคู่กัน" พ.ต.อ.สุรัศมิ์ กล่าว

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสตรี เยาวชนและผู้สูงอายุ วุฒิสภา กล่าวว่า ทางกรรมาธิการกำลังออก พ.ร.บ.การป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งสำนักกฤษฎีกากำลังพิจารณาอยู่ ก่อนผ่านรัฐสภาเห็นชอบ เชื่อว่าสามารถช่วยป้องกันปัญหาความผิดเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใน พ.ร.บ.จะกำหนดความผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับการโหลดภาพไม่ดี การเปิดห้องสนทนา ตลอดจนการตัดต่อภาพที่ไม่ดีลงในคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยมีกองตรวจและจัดการเกี่ยวกับความผิดทางอินเทอร์เน็ต โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ปัญหาขณะนี้คือ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบเรื่องนี้เพียงแค่ 3 คนเท่านั้น

" ส่วนปัญหาการล่อลวงจากการสนทนาออนไลน์ หรือแชท ถือว่ามีความยากลำบากในการตรวจสอบมากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน ชักชวนกันไปไหน คล้ายกับการคุยโทรศัพท์ เว้นเสียแต่ว่ามีการกระทำผิดแล้ว จึงสามารถเอาผิดตามกฎหมายอาญา หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองต้องคอยดูแลตักเตือนให้ความรู้และโทษของการแชท ซึ่งเป็นการป้องกันสิ่งที่จะล่อลวงที่แอบแฝงมาทางอินเตอร์เน็ตได้ดีที่สุด" นายวัลลภ กล่าว

(ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก วันจันทร์ที่23 พฤษภาคม 2548)

อ่านกันแล้วต้องดูแลลูกหลานของเราดีๆ มีเวลาให้กันมากขึ้นนะคะ น้องแจ๋นเข้าใจค่ะว่าทุกคนต้องทำมาหากิน ยุ่งกับงานราษฎร์ งานหลวงสารพัด แต่เด็กๆ ของเราก็สำคัญนะคะ เราต้องจัดเวลาดีๆ พูดคุยกับเขา ให้เวลากับเขา ถึงบอกไงคะ “ ไม่รู้ ไม่ได้แล้ว ”

โอกาสหน้า น้องแจ๋น จะเกาะติดสถานการณ์รวมทั้งนำเรื่องน่ารู้ต่างๆ มานำเสนออีกนะคะ แล้วพบกันค่ะ

 
     
   
     
กลับไปหน้าแรก